เทคนิคการตั้งราคาสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
เทคนิคการตั้งราคาสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
การตั้งราคาสินค้า ช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าได้ หากเรามีการตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสม
ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนวิธีการตั้งราคาสินค้า ในบทความนี้กันค่ะ
วิธีที่ 1 การตั้งราคาตามความต้องการของลูกค้า
คือ การตั้งราคาสินค้า โดยอ้างอิงจากความต้องการของลูกค้า
ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อน ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มนั้น จะยอมซื้อสินค้าของเรา ในราคาประมาณไหน
แล้วเราจะตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสมได้อย่างไร
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสินค้าที่เราขายด้วย เช่น
1.1) กลุ่มลูกค้าที่ติดตามกระแสอยู่ตลอดเวลา
จะตามซื้อสินค้าในกระแส โดยไม่คำนึงถึงราคาที่เราขาย หากว่าเรากำลังขายสินค้า ที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มนี้
เราสามารถตั้งราคาโดยบวกกำไรเข้าไปมากกว่า 100 บาท เลยทีเดียว
1.2) กลุ่มลูกค้าทั่วไป
ที่ไม่ได้ตามกระแสเท่ากลุ่มแรก จะมีกำลังในการซื้อสินค้า ไม่มากนัก
หากสินค้าที่เราขายเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ การตั้งราคาบวกกำไรสินค้าไม่ควรเกิน 50 –
70 บาทโดยประมาณ
1.3) กลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าเฉพาะที่มีป้าย
track label หรือสินค้านำเข้า
ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เชื่อว่า สินค้าที่มีป้าย
track label เป็นงานนำเข้า
แม้จะเจอสินค้าที่เนื้อผ้าเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีป้าย ก็ไม่ยอมเสียเงินซื้อ
หากสินค้ามีป้าย ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถซื้อได้โดยไม่คำนึงถึงราคา
คล้ายๆกับกลุ่มลูกค้าที่ตามกระแส แต่แตกต่างกันตรงสินค้าต้องมีป้าย track
label สำหรับกลุ่มนี้เราสามารถตั้งราคาสินค้าโดยบวกกำไรเข้าไปได้ 50 - 100 บาท
1.4) กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเฉพาะสินค้างานผลิตในไทย
ลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อสินค้าในราคาย่อมเยามาก เพราะไม่ได้กังวลว่า สินค้าต้องนำเข้านะ
ขอแค่ราคาไม่แพง เนื้อผ้าปานกลาง ผลิตในไทยยอมซื้อแล้ว
หากสินค้าของเราเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ เราควรบวกราคา ไม่เกิน 30 บาท
กรณีที่เรารู้สึกว่า
เราบวกกำไรเข้าไปแล้วยังไม่มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า
เราสามารถปรับลดราคาสินค้าลงได้ 5-10 บาท โดยประมาณ
วิธีที่ 2 ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุน
การตั้งราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากราคาต้นทุน ก่อนที่เราจะตั้งราคาขาย
เราต้องทำการคำนวณราคาต้นทุนให้ได้ก่อน
หลังจากนั้นค่อยบวกกำไรเพิ่มเข้าไปเป็นราคาสินค้า เช่น เรารับเสื้อมา ตัวละ 150
บาท อยากได้กำไร ตัวละ 20 บาท ก็ให้บวกเข้าไป เป็นราคาขาย ชิ้นละ 170 บาท เป็นต้น
ซึ่งวิธีนี้เราปรับเพิ่ม หรือปรับลดกำไรได้ตามต้องการ
วิธีที่ 3 การตั้งราคาตามคู่แข่ง
เป็นการตั้งราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากราคาท้องตลาดเป็นหลัก
ซึ่งเราต้องทำการสำรวจตลาดในแต่ละช่องทางก่อนตั้งราคาสินค้า
โดยมีช่องทางแนะนำดังนี้
3.1) ช่องทาง Social media
3.1.1) ทาง Facebook เช่น กลุ่มใน Facebook
- ห้องจริง 1.9ล้าน แบ่งปัน by น้องบีบี
- กลุ่มขายของทุกชนิด อีเจ้น้ำ รุงรัง วร้ายๆ
- ห้องจริง 2.4ล้าน แบ่งปัน dress สวย ราคาเบาๆ by นังนู๋ใบชา (สำรอง)
3.1.2) ทาง Instagram เช่น Hashtag
#เสื้อผ้าราคาส่ง #เสื้อผ้าพร้อมส่ง #เสื้อยืด #เสื้อราคาถูก #เสื้อผ้าสไตล์เกาหลี
#เสื้อผ้าน่ารัก #เสื้อคู่ #ชุดผู้หญิงสวยๆ
#เสื้อผ้าสวยๆ #เสื้อผ้าดารา
3.2) ช่องทาง Marketplace
เป็นแหล่งคลังสินค้าบนโลกออนไลน์
ที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น ช่องทาง shopee และ Lazada
เป็นแหล่งขายของออนไลน์ ที่ส่วนใหญ่นำเข้าสินค้ามาจากจีน
ซึ่งมีราคาสินค้าที่ถูกกว่า ร้านค้าใน Instagram แต่ถ้าเราสำรวจตลาด
และทำการตั้งราคาสินค้าแล้ว ยังไม่สามารถขายสินค้าได้อีก
สาเหตุคงไม่ได้เกิดจากการตั้งราคา แต่อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นไม่ว่าจะเป็น
จำนวนคนติดตามร้านน้อย , เลือก Hashtag ไม่ตรงกับสินค้าที่ขาย , สินค้าไม่ดึงดูด หรืออื่นๆ เป็นต้น (คลิกเพื่ออ่านบทความ “สาเหตุที่ทำให้ร้านค้าขายของไม่ได้” )
ในแต่ละช่องทางที่เราแนะนำ จะเห็นราคาสินค้าในท้องตลาดได้อย่างชัดเจน ให้เราลองสังเกต
ว่ามีการตั้งราคาสินค้าอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วค่อยตั้งราคาขายของเรา
กรณีที่สินค้าเรากำลังเป็นที่ต้องการในตลาด ให้เราตั้งราคาไม่สูงมาก
เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากเข้ามาซื้อสินค้ากับร้านเรามากขึ้น
หากทุกคนอยากให้เราเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องไหน
สามารถแจ้งเข้ามาในกลุ่มไลน์ >> " ตัวแทนใหม่reseller24 " <<
ได้เลยจ้า
วิธีที่ 1 การตั้งราคาตามความต้องการของลูกค้า
1.1) กลุ่มลูกค้าที่ติดตามกระแสอยู่ตลอดเวลา
จะตามซื้อสินค้าในกระแส โดยไม่คำนึงถึงราคาที่เราขาย หากว่าเรากำลังขายสินค้า ที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มนี้ เราสามารถตั้งราคาโดยบวกกำไรเข้าไปมากกว่า 100 บาท เลยทีเดียว1.2) กลุ่มลูกค้าทั่วไป
ที่ไม่ได้ตามกระแสเท่ากลุ่มแรก จะมีกำลังในการซื้อสินค้า ไม่มากนัก หากสินค้าที่เราขายเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ การตั้งราคาบวกกำไรสินค้าไม่ควรเกิน 50 – 70 บาทโดยประมาณ1.3) กลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าเฉพาะที่มีป้าย track label หรือสินค้านำเข้า
ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้เชื่อว่า สินค้าที่มีป้าย track label เป็นงานนำเข้า แม้จะเจอสินค้าที่เนื้อผ้าเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีป้าย ก็ไม่ยอมเสียเงินซื้อ หากสินค้ามีป้าย ลูกค้ากลุ่มนี้สามารถซื้อได้โดยไม่คำนึงถึงราคา คล้ายๆกับกลุ่มลูกค้าที่ตามกระแส แต่แตกต่างกันตรงสินค้าต้องมีป้าย track label สำหรับกลุ่มนี้เราสามารถตั้งราคาสินค้าโดยบวกกำไรเข้าไปได้ 50 - 100 บาท1.4) กลุ่มลูกค้าที่ซื้อเฉพาะสินค้างานผลิตในไทย
ลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อสินค้าในราคาย่อมเยามาก เพราะไม่ได้กังวลว่า สินค้าต้องนำเข้านะ ขอแค่ราคาไม่แพง เนื้อผ้าปานกลาง ผลิตในไทยยอมซื้อแล้ว หากสินค้าของเราเหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้ เราควรบวกราคา ไม่เกิน 30 บาท
กรณีที่เรารู้สึกว่า
เราบวกกำไรเข้าไปแล้วยังไม่มีลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า
เราสามารถปรับลดราคาสินค้าลงได้ 5-10 บาท โดยประมาณ
วิธีที่ 2 ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุน
การตั้งราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากราคาต้นทุน ก่อนที่เราจะตั้งราคาขาย เราต้องทำการคำนวณราคาต้นทุนให้ได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยบวกกำไรเพิ่มเข้าไปเป็นราคาสินค้า เช่น เรารับเสื้อมา ตัวละ 150 บาท อยากได้กำไร ตัวละ 20 บาท ก็ให้บวกเข้าไป เป็นราคาขาย ชิ้นละ 170 บาท เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้เราปรับเพิ่ม หรือปรับลดกำไรได้ตามต้องการวิธีที่ 3 การตั้งราคาตามคู่แข่ง
เป็นการตั้งราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากราคาท้องตลาดเป็นหลัก ซึ่งเราต้องทำการสำรวจตลาดในแต่ละช่องทางก่อนตั้งราคาสินค้า โดยมีช่องทางแนะนำดังนี้3.1) ช่องทาง Social media
3.1.1) ทาง Facebook เช่น กลุ่มใน Facebook
- ห้องจริง 1.9ล้าน แบ่งปัน by น้องบีบี- กลุ่มขายของทุกชนิด อีเจ้น้ำ รุงรัง วร้ายๆ
- ห้องจริง 2.4ล้าน แบ่งปัน dress สวย ราคาเบาๆ by นังนู๋ใบชา (สำรอง)
3.1.2) ทาง Instagram เช่น Hashtag
#เสื้อผ้าราคาส่ง #เสื้อผ้าพร้อมส่ง #เสื้อยืด #เสื้อราคาถูก #เสื้อผ้าสไตล์เกาหลี
#เสื้อผ้าน่ารัก #เสื้อคู่ #ชุดผู้หญิงสวยๆ
#เสื้อผ้าสวยๆ #เสื้อผ้าดารา

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น